(อัพซะที) เมื่อฉันเกือบตาย!!!
หลังจากเปิดศักราชไดอารี่ตอนแรกไปแล้ว
ก็ตามคาดค่ะ แฮะๆ หายไปหลายวันด้วยความขี้เกียจจะอัพมากๆ ทั้งๆที่อยากเล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้
ให้มันได้อย่างนี้สิเนอะ ฮ่วย!!!
อ่ะ วันนี้ต้องอัพซักหน่อยค่ะ แถมเลือกเรื่องที่เป็นที่สุดในชีวิตเรามาอัพซะด้วย
เราอยากจะเตือนใจตัวเองไว้ว่าเคยผ่านเหตุการณ์นี้มาแล้ว และไม่ให้ตัวเองประมาทในครั้งต่อไป
และก็หวังเล็กๆ นะคะถ้าเกิดใครมาอ่านเข้า
เราก็อยากให้ทุกคนใช้รถ ใช้ถนนด้วยความปลอดภัยนะจ๊ะ
สิ่งหนึ่งที่เรียนรู้มาก็คือ
"ความเป็นกับความตายมันใกล้กันนิดเดียวนะคะ"
*************************
เล่าย่อๆ เนอะ ส่วนรูปมีมาให้ดู 3 รูปตามกฎที่นี่ค่ะ
(เพราะยังไม่ได้จ่ายแบบพรีเมี่ยมอ่ะค่ะ แฮร่ๆ)
เช้าวันเกิดเหตุ (เดือนพ.ย.) เราออกจากกทม. 4.30 เพื่อจะไปงานแต่งงานญาติสามีที่จ.ปราจีนบุรีค่ะ สามีขับรถเร็วมาก ซึ่งปกติเค้าก็ขับเร็วอยู่แล้ว เราเคยเตือนเสมอๆ แต่วันนี้ด้วยความที่รีบจะไปให้ทันถ่ายรูปตอนพิธีช่วงเช้าเลยเหยียบซะเต็มที่
กำลังจะถึงบ้านงานอยู่แล้วอีกไม่เกิน 10 กม.ค่ะ ช่วงที่ชนเป็นช่วงเรากำลังเผลอหลับ ซึ่งปกติถ้าสามีเราขับเราจะไม่หลับเลยเพราะว่าต้องคอยเบรคเค้า แต่วันนี้มันง่วงจริงๆ หลับไปนิดนึง
ตื่นอีกทีก็ตอนที่เกิดอุบัติเหตุล่ะค่ะ จำได้ว่าได้ยินเสียงเบรคดังเอี๊ยดดดแล้วรถก็หมุนๆ พุ่งๆ (ขอใช้สำนวนความรู้สึกตอนนั้นนะคะ เนื่องจากไม่กล้าลืมตา) แล้วก็ชนต้นไม้ ลอยลงไปกระแทกดิน จำได้หมดเลยค่ะ
ตอนนั้นเชื่อมั้ยคะ มีสตินะคะคิดได้แค่ว่า เอาน่ะเกิดกับเราแล้วหรือนี่ อุบัติเหตุนี่ เอานะอย่างน้อยถ้าจะไป(ตาย) เราขออย่าเจ็บมาก สลบไปเลยได้มั้ย ขณะที่คิดก็ห่วงสามีแต่ไม่รู้จะทำอย่างไรตอนนั้นเลยคิดว่ า เออ เราไปด้วยกันนะ เราไม่ทิ้งกันนะ
ตัวเราก้มหน้าเก็บหัว เก็บฟันสุดฤทธิ์ (จะตายแล้วยังกลัวฟันหักอ่ะค่ะ มันเป็นสัญชาตญาณนะคะ)
จนวินาทีที่รถหยุดหมุน เราก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น
เราก็พยายามเรียกสติกลับมาและขยับแข้งขยับขาเพื่อจะดูว่าได้รับ อันตรายมั้ย แล้วพอรู้ว่า เออ เราไม่เป็นไร เรารีบหันไปมองแฟนที่ขับรถมา เห้นเค้าหน้าถอดสี ร้องโอยๆ แต่พอไม่เห็นว่ามีเลือดไหลหรืออะไร เราก็ใจชื้นขึ้นมานิดหน่อย ถามว่า พี่ๆ พี่เป็นไรมั้ย เจ็บตรงไหนมั้ย เค้าตอบเราว่า ไม่เป็นไรมากอุ้ม พี่จุกๆ เราก็ถามพี่ขยับตัวได้มั้ย เค้าบอกว่าได้ๆ แต่ยังนั่งจุกอยู่ เราก็บอกว่า เราออกนอกรถกันมั้ย เพระว่าเวลาเคยดูข่าวอ่ะค่ะ ถ้าเกิดอุบัติเหตุควรรีบออกจากรถ เพราะอาจเกิดระเบิดได้
เราก็ลองเปิดประตู แต่เห็นแล้วว่าเราตกลงมาในคูนาข้างๆ เป็นโคลน เป็นเลน แต่ไม่สูงมาก เปิดประตูได้ เราก็เปิดออกมา พยายามเอาตัวลงมา ลองยืนดู โอเคยืนได้แล้ว ก็เดินย่ำโคลนอ้อมรถไปเปิดประตูด้านข้างคนขับเพื่อจะพาแฟนลงมาจากรถ เพราะเค้ายังนั่งจุกอยู่ค่ะ
ตอนนั้นมีคนโผล่มาดูสองคนเป็นชาวบ้านแถวนั้น ถามว่า คุณๆ เป็นอะไรมากมั้ย ให้ช่วยมั้ย เราก็บอกว่าไม่มีใครบาดเจ็บค่ะ เค้าก็ถามว่าจะให้เรียกใครพาส่งรพ.มั้ย เราก็ถามแฟน แฟนยังมึนๆ อยู่ เราก็ถามว่าพี่ไหวมั้ย เค้าบอกเดี๋ยวก่อน เราก็บอกว่า ยังค่ะ แล้วก็เริ่มมีชาวบ้านแถวนั้นลงมาช่วย
ถึงตอนนี้แหละที่เราพอมีเวลามองสภาพรถได้เต็มๆ ตา โอว้ น้องซีวิคของเรา พังขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย
เล่าถึงตอนรถชนใหม่ๆ เรากดโทรสับหาแม่แบบมือสั่นๆ เลยค่ะ พยายามคิดว่าจะพูดยังไงดีนะไม่ให้แม่ตกใจ ก็เลยค่อยๆ บอกแม่ว่า "แม่อุ้มรถชนนะ"
แม่ก็ "หา แล้วเป็นไงมั่งลูก ลูกเป็นไรมั่งเปล่า" เราก็เสียงสั่นๆ แล้วค่ะ ยังตกใจหรือจะว่าเสียขวัญก็ได้ค่ะ ก็บอกแม่ว่า อุ้มไม่เป็นอะไรมากแม่ พี่เค้าปวดหลังนั่งจุกอยู่แม่ แล้วจากนั้นแม่ก็บอกมีคนมาช่วยหนูมั้ย หนูทิ้งรถไป รพ.ก่อนเลยนะ พาพี่เค้าไป แล้วเดี๋ยวแม่จะรีบไปเลย
มารู้ตอนน้องชายเล่าให้ฟังว่า พอแม่วางหูจากเราก็รีบบอกพ่อ บอกน้องเดินวนไปวนมาว่า ลูกรถคว่ำๆ พ่อกับน้องก็ตกใจกันใหญ่ พยายามเรียกสติแม่ แล้วโทรกลับมาหาเราอีกครั้งว่าเป็นไงมั่งอ่ะค่ะ
นี่ไงคะ ความรักของพ่อแม่ไม่มีวันสิ้นสุดจริงๆค่ะ ตอนชนนะคะ แวบนึงคิดว่า เฮ้ย เราจะตายแล้วเหรอ ยังไม่เจอพ่อแม่เลยวันนี้ คิดยังงี้จริงๆ นะคะ
พอพ่อ แม่ น้องชายมาถึง (ประมาณไม่เกินชั่วโมง น้องชายขับรถมาอย่างเร็วค่ะ) ตอนนั้นเราอยู่ที่รพ.แล้วค่ะ พาแฟนไปตรวจ เห็นแม่รีบเดินหน้าถอดสีเข้ามาหา เราน้ำตาร่วงเลยค่ะ กอดแม่แน่น ร้องไห้หน้ารพ.อ่ะค่ะ มันบอกความรู้สึกไม่ถูก แต่รู้อย่างหนึ่งที่ชัดเจนมากๆ
"เรายังได้กอดแม่นะ นี่แม่ตัวจริงใช่มั้ย " ดีใจยังกับเกิดใหม่เลยค่ะ
พอหาหมอเสร็จแล้ว ก็ต้องมาจัดการหารถลากไปซ่อมที่ กทม.อีกค่ะ ได้คนใจดีแถว ๆนั้นช่วยเรียกรถลากมาให้ น้ำใจคนไทยยังมีนะคะ 
พอรถลากมาถึง เค้าก็ลากรถขึ้นมา ตอนที่ลากน้องวิคขึ้นมา โหยยย ใจแป้วเลยค่ะ เนื่องจากรักรถคันนี้มาก มีความหมายกับเรากับสามีมาก เป็นน้ำพักน้ำแรงที่สามีเราซื้อเอง ไม่ขอพ่อแม่ ไม่ยอมผ่อนด้วย ชวนเราไปถอยป้ายแดงตอนเป็นแฟนกันใหม่ๆ อ่ะค่ะ เรามีส่วนเลือกทุกขั้นตอน ยังจำวันนั้นได้ดี 5 ปีมาแล้วค่ะกับน้องวิคคันนี้
แม้สามีเราจะเคยชนมาบ้าง แต่ก็ไม่รุนแรงอะไร เราเองไม่เคยชนค่ะ แต่มีเฉี่ยวๆ ชนเสาบ้างค่ะ ก็ถือได้ว่าน้องวิครับใช้เรามาอย่างซื่อสัตย์ และเราก็เชื่อว่า วันนี้วันที่รถชนเค้าก็เซฟเรากับสามีอย่างเต็มที่ เพราะส่วนที่เรานั่งกะสามีไม่เสียหายมากค่ะ กระจกก็ไม่แตกประตูเปิดออกมาได้ ยับไปข้างหน้าและข้างหลัง กับช่วงล่างซึ่งคงหนักเอาการ
ขอบคุณมากนะน้องวิค ถึงเรามีความคิดจะซื้อรถใหม่ แต่เราจะไม่ทิ้งน้องวิคนะ ยังบอกสามีเลยว่า จะซื้อใหม่ ก็ซ่อมน้องวิคแล้วเก็บไว้นะ...
จากเหตุการณ์ครั้งนี้เราคงลืมไม่ลงไปอีกนานนนเลยค่ะ จะนับว่าเป็นเหตุการณ์เฉียดตายมากที่สุดก็ว่าได้นะคะ ตอนที่ชนใหม่ๆ ลงมาจากรถ ชาวบ้านมาคุยด้วย มีแต่คนถามว่าห้อยพระอะไร เนื่องจากเรากับแฟนไม่เป็นอะไรมาก
ในรถเรามีพระเยอะค่ะ เนื่องจากพระอาจารย์ที่เคารพท่านชอบให้มาไว้ในรถ สามีเราก็นำมาบูชาไว้ในรถ แต่ที่มีมากที่สุดคือ "รัชกาลที่ 5" ค่ะ พระองค์เป็นที่เคารพอย่างสูงสุดของชีวิตเรา
ตอนที่รถชนพอลืมตาสำรวจตัวเองและแฟนแล้ว พอมองไปที่ข้างหน้ารถที่เราจะมีพระมาตั้งไว้ เราไม่เห็นรูปปั้น ร.5 องค์เล็กๆ ที่เราอัญเชิญมาติดไว้ แล้วก็ที่ห้อยตรงกระจกหลังซึ่งเป็นรัชกาลที่ 5 อีกเช่นกันก็หลุดหายไป ส่วนตัวเราเองปกติจะใส่สร้อยที่เป็นล็อคเก็ต ร.5 อยู่เสมอ น่าแปลกที่ตอนรถชน อยู่ๆ สร้อยสายยาวที่ห้อยล็อคเก็ตเราใส่ไว้ข้างในเสื้อก็กระดอนออกมาน อกเสื้อ ตอนที่เราลืมตาก็เห็นสร้อยนี้ก่อนค่ะ
ตอนมาเก็บของที่รถ ก็เจอรูปปั้น ร.5 ทั้งสององค์และรูปภาพของพระองค์ที่เราใส่ไว้หน้ารถมากองรวมกันอ ยู่ตรงข้างล่างใต้เบาะคนขับค่ะ
ส่วนแฟนเราห้อยสมเด็จนางพญาค่ะ ได้มานานแล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราคิดว่าเป็นเพราะบารมีของพระทุกๆ องค์ที่เรานับถือท่านโปรดมาช่วยผ่อนหนักเป็นเบาค่ะ ไม่อย่างนั้นเราคิดว่าเราก็คงไม่ได้มานั่งเล่าให้เพื่อนๆ ฟังอย่างนี้นะคะ
*********************************
มาดูรูปสภาพรถตอนที่ชนใหม่ๆ นะคะ ฟาดต้นไม้ซะต้นหักเลย
แต่ดีเท่าไรที่คนไม่หักตามไปด้วย แงๆ

อันนี้เป็นสภาพเยินๆ ตอนไปส่งที่อู่ค่ะ แง้

*************************
ตอนนี้รถก็ยังซ่อมไม่เสร็จค่ะ อีกอย่างเราไม่ได้ประกันชั้น 1 ไว้ เพิ่งจะมาทำชั้น3 เลยจ่ายเองเต็มๆเลยค่ะ!!!
หมดไปแสนนึงแล้ว และแน่นอนว่าพอเกิดเหตุอย่างนี้หลายๆคนก็ทักว่าไม่ควรใช้คันเดิม
นั่นก็คือต้องหารถใหม่อีกแล้ว แต่ยังเลือกไม่ได้เลยค่ะว่าจะเอาอะไรดี
เพราะจริงๆ ก็ยังรักรถคันนี้มากๆ เล้ยยย>_<
*************************
แม้จะผ่านเหตุการณ์ร้ายๆมาแล้ว แต่เรายังเชื่ออยู่บ้างนะคะ
ชีวิตคงไมได้มืดครึ้มทุกวันหรอก(เนอะ) มันต้องมีวันที่ฟ้าใสบ้างล่ะน่า
สู้ๆ กันต่อไปค่ะ
 |